ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง พันธมิตร ไม่ต้องออกจากทำเนียบ

ศาลอุทธรณ์ยกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คดีสำนักงานเลขาธิการนายกฯ ฟ้องพันธมิตรให้ออกจากทำเนียบฯ ระบุเหตุขณะนี้รัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ศาลแพ่งได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ กรณีที่ 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ จำเลย
ที่ถูกสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรียื่นฟ้องเรื่องละเมิดและขับไล่ออกจากทำเนียบรัฐบาล ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้
โดยศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ขณะนี้รัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยพระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
ซึ่งกรณีดังกล่าว มีผลต่อการคุ้มครองชั่วคราวในคดีนี้จึงมีคำสั่งให้ยกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลชั้นต้น
ทั้งนี้ ศาลแพ่งยังได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง 5 แกนนำและนายสุริยะใส จำเลย เรื่องละเมิดและขับไล่ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลอุทธรณ์มี คำสั่งยกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลชั้นต้นแล้ว ส่งผลให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลชั้นต้นเคยสั่งให้จำเลยทั้ง 6 กับพวกผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบรัฐบาลและรื้อถอนเวทีปราศรัย รวมทั้งสิ่งกีดขวางออกจากทำเนียบรัฐบาล และให้เปิดถนนพิษณุโลก และถนนราชดำเนิน จึงไม่มีผลบังคับอีกต่อ
กมลภพ โทยะ
5131601224
ประมวลภาพปฏิบัติการวันเดียวจบ
No human security for the people in the southern border provinces

The policies of Thaksin Shinawatra administration significantly contributed to the recurrence and heating up of the violence in Thailand's three southern border provinces, whose cultural, religious and racial context has been very sensitive. Such policies included that on the suppression of narcotics trafficking, which was used as a tool to eliminate his political rivals and competitive local influential groups; summary killing; and even the apparently pro-US foreign policy that earned Thailand a non-NATO alliance status. Although the Thaksin government was ousted by the 19-September 2006 coup, the authoritarian mentality, particularly among the military and police, remains. The use of violence by the government and the militants made ordinary people suffer, injuring and killing them. The civil society sector has to join hands in creating political space for the people to protect the lives and bring about justice to their society.
This report describes the spread of authoritarianism, which destroys international rules and regulation and domestic social security. Violent response to conflict has led to the closure of the people's political space that could alleviate the dispute. A case in point is the violence taking place in Thailand's three southern border provinces. None of the life security is left for the people there to enjoy. The ongoing violence taking place is of a structural one, which requires collaborative activity of the civil society and people sectors to bring about human security in the three southern border provinces and Thai society
The Complex Social Conflict in the Three Southern Provinces
It was important to understand that over the past two decades, four major changes occurred in the three southern provinces, as follows:
- The three provinces' increasing integration into the national market
- The changes in natural resource management system by the state and capital make it more difficult for the villagers to adapt to such changes;
- The re-emerging awareness of Islam and being Muslim people; and
- The globalized penetration of consumerist culture and investment.
The conflict in the three southern provinces is not just a conflict between the "people" and the "Thai State". It is a bone of contention between the people here and such overall global situations as the 9/11 incident that have incriminated Muslims all over the world. This conflict involves internal exploitations by local people themselves or by outsiders. It relates to families, communities, society, and the people's way of life and their resource use.
นางสาวสากียะห์ หะรงค์
5131202082
ที่เกิดเหตุ: ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ปี จะมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วมากมายหลายต่อหลายศพ
ทั้งที่เสียงสวดยังกึกก้องทั่วทุกมัสยิด
ทั้งที่ท้องทะเลยังเปล่งประกายสีเขียวมรกต
ทว่าทุกเช้า ข่าวความตายรายวันถูกรายงานอย่างต่อเนื่อง
และไม่มีทีท่าว่าจะถูกเยียวยา
ป้ายใบปลิว 'แผ่นดินนี้ของกู' ลอยร่วงลงปักกลางใจใครหลายคน
กระแสการแบ่งแยกดินแดนรุนแรงขึ้นตลอดเวลา
สงครามศาสนาก่อตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ไทยพุทธเริ่มละทิ้งบ้าน เพราะทนอยู่ไม่ได้
ไทยมุสลิมแห่ศพประท้วงรัฐ คัดค้านว่า 'ตำรวจฆ่ามั่ว'
แพะในร่างคนเพิ่มปริมาณประชากรรวดเร็วกว่าแพะจริงๆ
บางคืน คมมีดคุกคามเข้าไปฟันคอพระถึงในวัด
บางวัน กระสุนปืนพุ่งเข้าตัดขั้วหัวใจโต๊ะอิหม่าม
ทั้งที่เสียงสวดจากสองศาสนายังสอดประสาน
ทั้งที่เสื้อผ้า ชุดคลุมกายบุรุษสตรีงดงาม สงบ
มาลัยดอกมะลิในมือผู้เฒ่ามุสลิมหอมจรรโลงใจ
โรตีและข้าวยำยังน่ากิน ใบหน้าเด็กหญิงชายคงความน่ารัก
ทว่าโรงเรียนนับร้อยแห่งประกาศปิดการเรียนการสอนกลางเทอม
ปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครูกลายเป็นเป้าคนสำคัญ
ทหารถูกลอบวางระเบิด
ชาวบ้านถูกจ่อยิง เผา ตัดคอ ฯลฯ
ประชาชนคนธรรมดาถูกพิพากษาว่าเป็นโจรใต้
ต้นยางและพื้นที่สีเขียวชุ่มชื่นหัวใจกลับกลายเป็นสีแดง
ทั้งสิ้นทั้งปวง เราคิดเอาเองได้จริงหรือว่าอะไรคือรากเหง้าปัญหา
ทั้งสิ้นทั้งปวง เราคิดเอาเองได้จริงหรือว่าจะแก้ไขจัดการอย่างไร
ถ้าไม่ได้ลงไปศึกษาเรียนรู้ ณ ที่เกิดเหตุ
5131202082
เปิดวิสัยทัศน์...แอดมิชชั่นส์ความหายนะวงการ"วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี"ของไทย
"ระบบแอดมิชชั่นส์กำลังพ่นพิษสร้างความหายนะต่อวงการศึกษาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของไทยด้วยการจัดการศึกษาในสาระการเรียนรู้สำหรับช่วงชั้นที่ 4 (ม-ม.6)นั้นพบว่าการเรียนการสอน ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ของการประเมินผลเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาผ่านระบบแอดมิชชั่นส์"
นี่คือมุมมองของ" รศ.เย็นใจ สมวิเชียร" กรรมการมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) ผู้รู้ลึกรู้จริง ในวงการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นแนวหน้าของเมืองไทย และเธอคือผู้อยู่เบื้องหลังการปั้นเด็กหัวกะทิให้สามารถพิชิตรางวัลโอลิมปิกวิชาการมาครอง
รศ.เย็นใจชี้ว่า เมื่อเด็กชั้นม.4-ม.6 สามารถเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจ จึงมีเด็ก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เน้นสายวิทยาศาสตร์ และกลุ่มที่เน้นสานศิลปศาสตร์ เด็กทั้ง 2 กลุ่มจะต้องเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน 4 รายวิชา 6 หน่วยกิต แยกเป็นรายวิชาดังนี้ 1.แรงและการเคลื่อนที่(ฟิสิกส์),2.โลกดาราศาสตร์และอวกาศ(ดาราศาสตร์), 3.สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต(ชีววิทยา)และ 4.สารและสมบัติของสาร(เคมี)
ส่วนเด็กสายวิทย์จะต้องเรียนเพิ่มอีก26-30 หน่วยกิต เพื่อให้มีพื้นฐานเพียงพอ ที่จะไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา อีก 17 รายวิชาได้แก่ เคมี 5 รายวิชา, ชีววิทยา 5 รายวิชา, ฟิสิกส์ 6 รายวิชา และดาราศาสตร์ 1 รายวิชา
การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต)นักเรียนม.6ทุกคน จะสอบเฉพาะสาระการเรียนรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์เพียง 4 รายวิชา เมื่อทุกคนต้องสอบเหมือนกัน ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ 1.ข้อสอบออกยากไม่ได้เพราะเด็กสายศิลป์จะทำไม่ได้ ส่วนเด็กสายวิทย์ จะง่ายมากๆ จึงไม่น่าแปลกใจว่ามีคนได้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เต็ม คะแนน และมีคนได้ 0 คะแนน 2.ไม่สามารถแยกแยะนักเรียนสายวิทย์ได้ว่ามีความรู้พื้นฐานแค่ไหนเพราะข้อสอบออกระดับม.3
"ข้อสอบโอเน็ต จึงประเมินความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กสายวิทย์ไม่ได้ เพราะไม่ได้ประเมิน ความรู้ที่เรียนมาอีก17 รายวิชาที่เรียนมาตลอดเวลา 3 ปี(ม.4-ม.6)" รศ.เย็นใจ ระบุ
สำหรับข้อสอบเอเน็ตหรือการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง ปกติต้องสอบความรู้ทุกรายวิชา เพื่อทราบว่านักเรียนจะเรียนต่อในระดับสูงทางด้านวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ได้หรือไม่ แต่สอบเอเน็ตใช้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อสอบ 3-4 วิชาคือ เคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์ ซึ่งรวม ดาราศาสตร์ด้วย เมื่อเด็กต้องสอบเนื้อหาวิชาที่แตกต่างกันมา จึงทำให้เด็กสับสน ผลคือเด็กทำไม่ได้ หรือ ทำไม่ทัน หรือไม่ทำ
อีกทั้งเวลาสอบไม่สัมพันธ์กับการเรียน เพราะเรียนตลอด 3 ปี (ม-6) เคมี 60 ชั่วโมง ชีววิทยา 60 ชั่วโมง ฟิสิกส์ 80 ชั่วโมง และดาราศาสตร์ 40 ชั่วโมง ทำให้ข้อสอบไม่ครอบคลุมเนื้อหาที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อในระดับสูงได้ ไม่สามารถแยกเด็กได้ว่ามีความรู้มากพอที่จะเป็นพื้นฐานในการเรียนต่อหรือไม่
การให้น้ำหนัก100 คะแนนในกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชา ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์และ ดาราศาสตร์ เท่ากันจึงไม่เป็นธรรมกับเด็กสายวิทย์ เพราะถ้านักเรียนสอบได้คะแนนสูงในวิชา ภาษาไทย สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษก็เข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ ฯลฯ ได้
ผลเสียที่เกิดขึ้นเด็กกวดวิชาเพิ่ม เด็กที่เรียนเก่งด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ ไม่สนใจพัฒนาตนเองด้านวิทยาศาสตร์ แต่มุ่งไปกวดวิชาด้านภาษาไทยและสังคมศึกษาแทน ทำให้ผู้ปกครองต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และทำให้การเรียนการสอนในโรงเรียนไม่ได้ผลเต็มประสิทธิภาพ
"ก่อให้เกิดความเสียหายต่อวงการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ได้เกิดขึ้นแล้ว ในคณะวิทยาศาสตร์และคณะที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ที่ใช้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เช่น วิศวกรรมศาสตร์และแพทยศาสตร์ ดูจากเกรดเฉลี่ยของนิสิตชั้นปีที่วิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 -2550 จาก 1.94, ลดลงเป็น 1.93, 1.29, จนเหลือ 1.2 ทั้งๆที่ข้อสอบง่าย และสองปีหลังมีนิสิตขอถอนประมาณครึ่งหนึ่ง ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน ทำให้สูญเสียทั้งงบประมาณและเสียเวลาในการพัฒนาบุคลากร" รศ.เย็นใจ ระบุ
จะเห็นได้ว่า"แอดมิชชั่นส์" ทำให้เกิดความหายนะ ต่อวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยในระยะยาว ทำให้ประเทศไทยล้าหลังนานาชาติ ทั้งๆ ที่บุคลากรมีคุณภาพ แต่ระบบการสอบและระบบการศึกษาทำลายบุคคลเหล่านี้
นปช.ชี้ 9 แกนนำ พธม.กลัวถูกจับ
เกียรติ ตร.ของไทย คือ เหยียบหัวประชาชน!
รัฐบาลได้สั่งการให้ตำรวจใช้กำลังติดอาวุธในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 11.00น. ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ในทำเนียบรัฐบาล รวมถึงในช่วงหัวค่ำที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลอีกด้วย คำสั่งสลายและใช้ความรุนแรงดังกล่าวของส่งผลให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยผู้ได้รับบาดเจ็บมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ผู้สูงอายุ นอกจากนี้ตำรวจยังใช้กำลังเข้าทำลายทรัพย์สินของกลุ่มพันธมิตรอีกด้วย
ปกหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
นี่หรอคือวิธีการที่รัฐบาลชุดนี้ทำกับประชาชน แล้วคำว่า ประชาธิปไตยอยู่ที่ไหน??
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000102660
เขียนโดย นางสาวกฤติกา ทรีย์มาติพันธ์ ID 5131601232 Major : Law

























